FiRST's profileNew VoicerPhotosBlogListsMore Tools Help

New Voicer

dvd-vcd player + remote control is the most important device in any life.

FiRST SEKSuWAN

Occupation
Location
Interests
[NO MOVIE] i don't like my life so very much that's why i love movies. i didn't see it. i live it! [NO LIFE]
Photo 1 of 7
No list items have been added yet.
No list items have been added yet.

Q & A with Islam Teenager

 

Q & A with Islam Teenager

                ผ่านไปซื้อโรตีท้ายตลาดอนุสาร(อยู่ใกล้ๆกับไนท์บาซาร์,เชียงใหม่) เมื่อครั้งไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้ว เลยสบโอกาสได้สัมภาษณ์กับวัยรุ่นชายชาวมุสลิมคนหนึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักปฏิบัติ รวมถึงพิธีการต่างๆของศาสนาอิสลาม พอดีกับที่ช่วงนั้นกำลังค้นว้าข้อมูลเพื่อนำมาเขียนนวนิยายเกี่ยวกับศาสนาอยู่ จึงได้นำข้อสงสัยที่มีเปลี่ยนเป็นคำถามขึ้น (ซึ่งถือเป็นการวัดความรู้ของวัยรุ่นคนนี้ไปในตัวด้วยในเวลาเดียวกัน)  แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ได้จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้กลับเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความคาดหมายไปมากเลยทีเดียว!

 

ร้องไห้ก็ดี ถือเป็นการแสดงความเสียใจเวลาที่เห็นคนเสียชีวิต และพอได้เห็นเราก็จะคิดได้ว่าชีวิตของเราอยู่บนโลกนี้ สักวันหนึ่งเราก็ต้องตายเหมือนกัน

 

Q: ผู้ชายมีแฟนได้ 4 คนจริงหรือไม่
A: ได้ ถ้าคนแรกยอม แล้วตัวสามีเลี้ยงดูไหว

Q: ศาสนาอิสลามแต่ละนิกายแตกต่างกันอย่างไร
A: อิสลามมีแยกออกไปหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ์ ซุนนี่  โดยทั้งสองนิกายนิกายนี้แตกต่างตรงอิหม่ามคนละคน

Q: ทำไมผู้หญิงในศาสนาอิสลามมีทั้งที่คลุมผมและไม่ได้คลุมผม
A: ถ้าตามหลักศาสนาจริงๆแล้วผู้หญิงทุกคนจะต้องคลุมผม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  ในส่วนของคนที่ไม่คลุมผม มันบอกได้หลายแบบ บางคนที่เขาไม่รู้ก็มี หรือคนที่อยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถทำแบบนี้ได้ก็มี ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานก็บอกไว้ว่าทุกนิกายจะต้องคลุมหมด

Q: ต้องคลุมตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่
A: ก็ตั้งแต่บรรลุนิติภาวะ ผู้ชาย15ปี ผู้หญิง9ปีขึ้นไป จนถึงตลอดชีวิต  แต่จริงๆแล้วเรื่องการคลุมผมไม่ได้ต้องการบอกให้รู้ว่าเป็นมุสลิมอย่างเดียวนะ แต่เป็นการปกปิดส่วนที่สงวน โดยที่ผู้หญิงต้องเต็มใจทำอย่างนั้นด้วย  จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่ว่าศาสนาไหนก็สอนว่าต้องปกปิดในส่วนที่ควรสงวน แต่บางทีคนก็ไม่สนใจ ยิ่งถ้าในศาสนาอิสลามจะถือว่าบาป

Q: การละหมาดที่ทำ 5 ครั้งต่อวัน(เช้า,บ่าย,เย็น,ค่ำ,กลางคืน)จำเป็นต้องไปทำที่มัสยิดหรือไม่
A: ไม่จำเป็น ละหมาดที่บ้านก็ได้ แต่จะให้ดีควรไปที่มัสยิดให้ครบทั้ง 5ครั้งถ้าเราสามารถไปได้ เพราะการทำละหมาดที่มัสยิดจะได้ผลดีกว่า แล้วก็เรายังได้ไปทำละหมาดร่วมกันกับพี่น้อง (ชาวมุสลิมจะเรียกทุกคนที่นับถือศาสนานี้เป็นพี่น้องทั้งหมด แม้จะไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันก็ตาม) และถือเป็นการปฏิบัติตามศาสนกิจของเรา  ยกตัวอย่างสมมติกษัตริย์เสด็จมา เวลาเราอยู่หน้าพระองค์เราก็ต้องนอบน้อม อยู่ในสถานะที่มีความเคารพที่สุด ถ้าเปรียบกับพระเจ้าในศาสนาอิสลามผู้ซึ่งให้ทุกสิ่งกับเรา ปัจจัยการดำรงชีวิตและอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ฉะนั้นการละหมาดก็เหมือนกับการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วย  ส่วนถ้าในกรณีที่ลืมละหมาดจริงๆ (ในจำนวน5ครั้งต่อวัน) ก็คงไม่เป็นไร แต่ว่าเราต้องกลับมาชดใช้ อย่างสมมติถ้าเราขาดละหมาดไป1ครั้ง พอเรานึกได้เราก็ต้องรีบกลับมาละหมาดในส่วนที่เราขาดไปโดยที่ต้องจินตนาการเองว่าจะละหมาดชดใช้ในเวลาไหน

Q: การละหมาดนอกมัสยิดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
A: ถ้าจำเป็นต้องละหมาดที่อื่น ก็ต้องเป็นสถานที่สะอาด ส่วนผ้ารองนั่งก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นผ้าอะไร (แต่ในมัสยิดจะเป็นพรม) คือขอให้สถานที่ตรงนั้นมีความสะอาด จะละหมาดกับพื้นเลยก็ยังได้   เวลาทำจะทำคนเดียวหรือพร้อมกันหลายคนก็ได้ แต่อย่างหลังจะดีกว่า ซึ่งถ้าทำพร้อมกันเป็นกลุ่ม(ในที่นี้คือตั้งแต่2คนขึ้นไป)จะต้องมีคนนำ  แต่ถ้าไม่ได้ทำพร้อมกันเราก็ทำพิธีละหมาดของใครของมันไป

Q: พิธีศพในศาสนาอิสลามเป็นอย่างไร
A: อันดับแรกจะมีการอาบน้ำให้คนที่เสียชีวิตที่บ้าน โดยคนที่จะเข้าไปอาบน้ำให้ศพจะต้องเป็นเครือญาติที่ไม่สามารถแต่งงานกับผู้ตายได้ เสร็จแล้วจึงห่อผ้าแล้วทำพิธีละหมาดกับศพ โดยมีคนนำ1คน เพื่อเป็นการขอพรจากพระเจ้าให้กับผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย จะที่มัสยิดหรือที่บ้านก็ได้แล้วแต่ความสะดวก  ซึ่งเป็นการพูดทำนองว่าถ้าคนตายได้มีอะไรติดค้างกับใครไว้ไม่ว่าเป็นเรื่องหนี้สิน หรืออะไรก็ตามให้มาติดต่อได้ที่ใคร ซึ่งคนๆนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อจากผู้ตาย  เพราะการติดค้างสิ่งต่างๆตอนมีชีวิตอยู่ถือเป็นเรื่องสำคัญมากซึ่งศาสนาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังและเราจะต้องจัดการให้เรียบร้อย  หลังพิธีละหมาดเสร็จสิ้นเราก็นำศพไปฝังในกุโบร์ (คือสถานที่ฝังศพหรือสุสานในศาสนาอิสลาม ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ข้างมัสยิดอย่างที่หลายคนเข้าใจ)  โดยต้องทำขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ต้องให้เสร็จภายใน 24ชั่วโมงหรือภายในวันเดียว
 
Q: จริงหรือที่มีข้อห้ามเรื่องการร้องให้ในพิธีศพเพราะจะทำให้วิญญาณไม่ไปสู่สุคติ
A: มันเป็นความเชื่อ ถ้าถามผมแล้วไม่จำเป็น ร้องไห้ก็ดี ถือเป็นการแสดงความเสียใจเวลาที่เห็นคนเสียชีวิต และพอได้เห็นก็จะทำให้คิดได้ว่าชีวิตของเราอยู่บนโลกนี้ สักวันหนึ่งก็ต้องตายเหมือนกัน คือไม่น่าจะใช่สิ่งต้องห้ามแต่อย่างไร

 

 

เรื่อง : ศุภกิติ์-พีระพงษ์ เสกสุวรรณ  (เมษา' 51)
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ  (
เมษา' 52)
 

ตัวตนกับสองคนบันเทิง

 

ตั ว ต น กั บ ส อ ง ค น บั น เ ทิ ง

พูดถึงวงการบันเทิง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคู่หูคู่ฮา  พี่ท็อป(ดารณีนุช โพธิปิติ) กับพี่ก้อง(ปิยะ เศวตพิกุล)เป็นแน่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสามารถเห็นเขาทั้งสองได้จากงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรืออื่นๆอีกมากมาย  จากการสัมภาษณ์ทำให้เราค้นพบอะไรหลายๆอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาทั้งสอง และที่สำคัญเรากลับพบว่า คำว่า'นักแสดง'หรือ'พิธีกร'มีความหมายมากว่า คนที่อยู่หน้ากล้อง

เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด

 

เรียนจบมาจากไหน
ท็อป
: เราจบคณะนิเทศศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จบจากสาขาวารสาร ส่วนก้องจบสาขาประชาสัมพันธ์ แต่เราไม่ได้จบไรเกี่ยวกับBroadcastเลย

ตอนช่วงที่เรียนมหาลัยทำกิจกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า
ท็อป
: (ชี้ไปที่พี่ก้อง) โอ๊ย นี่เขาเป็นเด็กกิจกรรม.. กรรมติดตัวเขามาจนปัจจุบัน (หัวเราะ)  ... คือพี่ทำกิจกรรมไม่เยอะเท่าเขา ก้องนี่ทำกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัย  เขาเป็นพวกมีตำแหน่ง เป็นรองประธานคณะ

กิจกรรมอะไรบ้างที่พี่ท็อปทำตอนเรียน
ท็อป
: แต่ก่อนตอนอยู่มหาลัย เราก็จะชอบทำละครเวที ก็จะทำพวกเบื้องหลัง ทำละครเล็กๆกัน  ทำบท ทำฉากเอง เล่นกันเอง  คือส่วนใหญ่กิจกรรมจะเป็นงานด้านละคร   เมื่อก่อนเวลาเรียนก็ต้องมีฝึกงานใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฝึกแต่ก็จะอาศัยรวมตัวกับเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกันทำวิทยานิพนธ์โดยการ ไปทำโปรเจ็คสารคดีเอง ทุกกระบวนการ  ตั้งแต่เขียนโปรเจ็ค ทำนู่นทำนี่สารพัด 

ส่วนพี่ก้อง...
ก้อง
: ก็มีทำกิจกรรมคณะ ทำละครเวทีคณะ  ทำพวกกิจกรรมเชียร์ กิจกรรมของคณะอะไรอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่

มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับงานด้านนี้
ท็อป
: อย่างตัวเรา เรารักงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ชอบการแสดงออก ก็เลยสนุกในการเล่นกับมัน แล้วเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ รู้สึกสนุกที่จะทำมันตลอดเวลา   แล้วพอเราสนุกที่จะทำมันอยู่ตลอด งานมันก็ออกมาดีโดยที่เราไม่ได้พยายามให้เป็นแบบนั้นแบบนี้  คือดีเท่าที่เราทำได้  ไม่ใช่หมายความว่า อุ๊ยดีเหลือเกินหรืออะไรอย่างนี้...  เพราะถ้าคนมาเห็นคาแรคเตอร์อย่างก้อง หรือคาแรคเตอร์อย่างเรา ในวงการคือผู้หญิงตัวใหญ่ๆ เสียงใหญ่ๆ ดูโหดๆ มันก็จะไม่ค่อยมี  เพราะมันก็จะมีพวกสวยๆที่ตลก ก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง  แล้วส่วนก้อง เขาเป็นแบบพวกดูเหมือนเพศที่สอง ตัวขาวๆ คาแรคเตอร์อย่างเขามันก็ไม่มี  เราก็เลยรู้สึกว่าเราก็จะมีตัวตนแบบของเรา

พิธีกรที่ดีเป็นอย่างไร
ท็อป :
ต้องให้เกียรติแขกรับเชิญของเรา ให้เกียรติคนดู  เพราะเวลาคุณเป็นพิธีกรภาคสนาม หรือเป็นพิธีกรโทรทัศน์มันไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็ต้องมีอายคอนแท็คกับกล้อง  ต้องรู้จักที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  มันก็จะเป็นประสบการณ์ของเรา
ก้อง
: ควรมีสติ มีความรับผิดชอบในการมาทำงาน ตรงต่อเวลา
ท็อป :
แล้วก็รับผิดชอบสิ่งที่เราจะพูดออกไปด้วย เพราะอย่างที่รู้ว่าหน้าที่ของสื่อมวลชน มันไม่ได้มีแค่คนทำสคริปต์ เนื่องจากตัวเราเป็นประตูผ่าน สิ่งใดที่เราจะใส่ลงไปให้คนดู เราก็ต้องพิจารณาให้ดีด้วย

อุปสรรคของการทำงานในวงการบันเทิงคืออะไร
ท็อป
: คนเราส่วนใหญ่จะแพ้ภัยตัวเอง... ถ้าไปอยู่เบื้องหน้านี่ก็จะมีการหลงตัวเองเกิดขึ้น  คือพอมันเข้ามาไม่ว่าจะเงินทอง ชื่อเสียง หรือว่าการได้รับการยอมรับ  บางครั้งคนเข้ามาใหม่ๆก็ไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหนจนหลงลืมตัว... ตรงนี้เลยอยากจะเตือนไว้ว่าพยายามบอกตัวเองว่า เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด

ในอนาคต คิดว่าจะอยู่ในวงการบันเทิงตลอดไปไหม หรือคิดจะหันไปทำงานด้านอื่นหรือเปล่า...
ก้อง
: จริงๆพวกเรามีงานอยู่แล้วนะ ของท็อปอาจจะเป็นงานรองแต่ของพี่เป็นงานหลัก จริงๆโดยหลักนี่พี่ทำบริษัทออกาไนเซอร์ที่เกี่ยวกับรายการทีวี ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักอยู่แล้ว  ทุกอย่างที่พี่พูดมานี้ท็อปก็จะมีหุ้นส่วนอยู่ทุกครั้ง เราทั้งคู่ก็จะมีงานในแง่ของการSupportอยู่แล้ว  คือเกิดในอนาคตเราเกิดอยากจะเปลี่ยนมาทำเบื้องหลัง ก็จะมาทำได้เลย... ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่แรก  เพราะตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักแสดง หรือคิดจะเป็นนักแสดงอย่างเดียวตลอดชีวิต เรามีการทำอย่างอื่นเสริมด้วยตลอดเวลา เพราะแค่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรือทำในสิ่งที่เอยากทำก็พอ

สำหรับรุ่นน้องที่อยากทำงานด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ท็อป
: พี่ว่าคนเราต้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าเราชอบอะไร หรือรักอะไร  แล้วพอเรารู้ว่าสิ่งที่เรารักเป็นอะไร เราก็พยายามที่จะทำส่วนตรงนั้นของตัวเองให้ดี  แต่ความพยายามที่พูดไม่ได้เหมืนว่าเราจะต้องคาดหวัง กดดันตัวเอง จนทำให้เราทำงานของเราออกมาได้ไม่ดี  คือควรทำมันด้วยความสุข ความสบายใจ.. แล้วพอหาตัวเองเจอแล้ว ก็ทำมันให้เต็มที่ อย่าหยุด ให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พอทำไปแล้วไม่ได้รับการยอมรับก็ท้อ..  คือท้อได้ แต่ท้อแล้วเราก็ต้องลุกขึ้นมาเอาใหม่อีก  หรือถ้าสิ่งที่เรารักแล้วเราพยายามทำเต็มที่แล้ว หมายความว่าท้อแล้วทำใหม่จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราแล้วล่ะ ค่อยไปหาอย่างอื่น  แต่ถ้าเกิดรู้สึกว่ายิ่งทำยิ่งมันส์ ยิ่งเจอตัวเอง แล้วสนุกขึ้นเรื่อยๆ  ก็ทำต่อไป  มันจะล้มลุกคลุกคลานยังไงก็ต้องทำไป

 

 

เรื่อง : พิชามญช์ ทวีวัฒนา  (ธันวา' 51)
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ  (มีนา' 52)

Make Up = Make Life ?

 

 

บทสัมภาษณ์พี่ต่อ Make Up Artistรายการ'Ask Me Plaese'ทางช่องTrue Inside


"จริงๆทำmake upก็ยากนะ ยากตรงที่เราต้องเดาและเราก็ต้องรู้ เหมือนเราต้องรู้ใจเขาก่อน เหมือนเป็นหมอดูเพื่อดูว่าคนๆนี้เราควรแต่งเขาแบบไหนถึงจะดูดี” 

พี่ชื่อจริงชื่อว่า?
 เอาชื่อเล่นดีกว่า.. ชื่อต่อค่ะ

จบทางด้านนี้มาเลยหรือเปล่าครับ
ใช่ เรียนที่COVERMARKรุ่นเปิดฝาโลงน่ะค่ะ.. รุ่นแรก..  (หัวเราะ)

แล้วจบมาได้...
จบมานานแล้ว พี่อยู่ในวงการมาได้สิบห้าปีแล้วมั้ง

แล้วตอนที่จะเข้าเรียนCOVERMARKนี่มีความชอบส่วนตัวด้วยหรือเปล่า
จริงๆแล้วเนี่ยไปเรียนทำผมก่อน เสร็จแล้วก็ไปเจอรุ่นพี่ที่เขาเรียนที่COVERMARKอยู่ก่อนแล้ว เขาก็บอกว่าจริงๆแล้วทุกวันนี้เหมือนกับวงการแฟชั่นหรือวงการที่เกี่ยวกับช่างแต่งหน้า ต้องการช่างเป็นคนเดียวแล้วได้สองอย่าง งานมันจะได้เยอะกว่า คือเป็นทั้งหน้าทั้งผม ทั้งเด้งท้งร่อน... ก็เลยไปเรียนแต่งหน้าเพิ่ม ก็เลยไปชอบแต่งหน้า.. มากกว่า...

มากกว่าทำผม?
ใช่

อย่างนี้ก็ทำได้สองอย่าง?
ได้สองอย่าง แต่จะถนัดไปทางหน้าซะมากกว่า  คือของทุกอย่างพวกนี้ ช่างหน้าและช่างผมเนี่ยถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งเราไม่ฝึกมือตลอดเวลามันจะลืม เทคนิคมันจะไม่มี มันจะหาย  อย่างเราใช้ทุกวันๆเทคนิคมันยังอยู่ (ทำมือประกอบ) แล้วมันจะมีอะไรใหม่ๆมาตลอดชีวิต แล้วมือมันจะไป มันจะสัมผัส.. เหมือนคนขับรถทุกวัน สัมผัสเท้ามันจะปึ๊ปปั๊ปๆไป หลับตาก็ขับได้.. ก็เหมือนกับการทำผมหรือแต่งหน้า ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหยุดไปเลยหรือว่าทำน้อยกว่ามันก็จะหายไป ถ้าพี่มาลงตรงหน้ามากก็จะทำหน้าตลอดๆ ผมมันก็จะน้อยไป แต่ถามทำได้ไหม มันยังมีอยู่และเราเรียนมา

แล้วงานแต่งหน้าของพี่นี่มีที่ทำงานประจำไหม
ไม่ประจำนะ.. พี่เป็นฟรีแลนซ์แต่ว่าทำรายการประจำ

ทำอยู่ที่...
มยุรา MORNING MOUTH’ แต่งหน้าพี่ตั๊ก มยุราค่ะ

แล้วเรื่องของรายได้ดีไหม
ใช่ได้ค่ะ พี่ได้เป็นจ๊อบ... คือถ้าเกิดเป็นฟรีแลนซ์รายได้มันจะไม่แน่นอน  

แล้วมีหลักการทำงานยังไงครับ
(คิด) คือ... จะงานอะไรก็แล้วแต่ เราจะต้องรักในสิ่งที่เราทำก่อน ถ้าเราไม่รักในสิ่งที่เราทำพี่ว่าทำอะไรออกไปก็ไม่ดี อย่างช่างแต่งหน้าบางคนทำไปเพราะคิดว่ายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีแต่ก็ได้ให้ฉันทำช่างแต่งหน้าฉันก็ทำไป มันก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีความสุขกับการทำงาน

คือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรัก...
จะดีกว่า.. และเราก็จะมีความอดทนได้มากกว่า เพราะว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เรารัก เหมือนกับเรารักใครสักคนหนึ่ง เขาจะทำอะไรเรา เขาจะเหี้ยกับเราเท่าไหร่เราก็ทนได้

เพราะเรารักเขา
ใช่ เพราะเรารักเขา.. มันเป็นอย่างนั้นมากกว่า

แล้วรู้สึกยังไงบ้างที่เลือกมาทำทางด้านนี้.. เคยเสียใจมั้ย...
ไม่ๆๆๆ.. ไม่เคยๆๆ แต่คนเราทำงานท้อมันมี.. บางครั้งท้อมันมี ถึงจะเป็นงานที่เรารักก็เถอะ ถามว่าเหนื่อยไหม.. มันก็เหนื่อยแต่แป๊บเดียวมันก็หาย แต่ไอ้ท้อนี่มันเกิดจากบางอย่างที่เรารักในงาน เราทุ่มเต็มที่แล้วแต่มันไม่ได้ดีสักที... (ทำมือประกอบ) ทำไมเขาไม่เคยพอใจเราสักที เราก็อยู่กับเขามานานแล้วนะ ดังนั้นเราก็สัมผัสหน้าเขาเป็นสองสามปีแล้ว ทำไมเราไม่เคยสร้างความพอใจให้เขาสักที มันก็จะรู้สึกท้อตรงนี้บางครั้ง

ส่วนใหญ่อุปสรรคในการทำงานคืออะไรครับ
(คิดนาน) อุปสรรคในการทำงานเหรอ อืม... พี่ว่าน่าจะเป็นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างนะ คือการถูกกดดัน... นั่นคืออุปสรรคของการเป็นช่างแต่งหน้า

แล้วคิดว่าหน้าไหนที่แต่งยากที่สุด
โอยเยอะ.. หลายหน้ามากเลย (หัวเราะ)  พี่ว่าหน้าที่แต่งยากที่สุดคือหน้าที่คนมีริ้วรอย คนที่มีสีผิวไม่ยาก คนที่มีผิวหยาบๆจะเป็นผิวที่แต่งยากที่สุด.. แต่สีผิวดำ สีผิวอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่เนื้อผิวที่มีรอยแผลเยอะนั่นคือยากกว่า.. ยากที่สุด

งานที่ผ่านมาที่ภูมิใจมากที่สุดคือ?
พี่ได้ทำ ‘BANGKOK FASHION WORLD’ ที่เมืองไทยเราจัดครั้งแรกเลยในกรุงเทพฯ จัดที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ ที่ทำเป็นโดม(ทำมือประกอบ) นั่นคือครั้งแรกที่เขาประกาศตัว.. นั่นแหล่ะคืองานที่พี่ภูมิใจที่สุด พี่ได้เข้าไปทำตรงนั้น

แล้วถ้ามีคนสนใจจะเรียนด้านนี้ พี่อยากจะถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องหรือมีการสอนเทคนิคให้กับน้องๆบ้างไหม
ก็สอนนะ ถ้าเกิดเป็นเด็กบางคนที่สนใจหรือเด็กใหม่ๆ.. คือเด็กที่จบใหม่ๆจะมักถูกส่งไปแต่งเป็นพวกข่าว ตามรายการโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ ช่างที่จบใหม่ๆอย่างของCOVERMARKก็จะส่งไปแต่งข่าวก่อน  รุ่นของพี่เลยได้ไปฝึกทำกับนักข่าวก่อน เพราะว่านักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมากเท่าไหร่ เพราะเขาถือว่าเขายังไม่ได้เป็นศิลปิน เพราะฉะนั้นนักข่าวจะไม่ค่อยเรื่องมาก จะเปิดใจกว้างมากกว่าศิลปินและดารา.. ดาราเนี่ยจะแคบกว่า เพราะเขาถือว่าเขาเจอช่างมาเยอะ แล้วเขาจะรู้สึกว่าเหมือน... (ทำท่าประกอบ) ใช่... เป็นอย่างนั้น...  แต่นักข่าวจะไม่ เพราะฉะนั้นครั้งแรกที่พี่ฝึกก็เป็นจากข่าวเหมือนกัน

พี่มีเป้าหมายในการทำงานยังไงบ้าง วันหนึ่งพี่คิดจะเปิดร้าน...
ตรงนั้นไม่เคยคิดนะ.. เป้าหมายของพี่อาจจะไม่คิดถึงขนาดนั้น พี่คิดว่าทำอะไรก็ได้ให้มีความสุขแล้วก็จะทำไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง แต่ไม่คิดที่จะถึงกับเปิดโรงเรียนหรือเปิดอะไรสอนใคร

แล้วถ้าจะให้ฝากอะไรถึงคนที่เขาอยากทำอาชีพเหมือนพี่ เช่นเขาต้องเดินไปทางไหนถึงจะได้ทำงานในสายอาชีพนี้...
ก็คืออย่างที่บอกว่าถ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ย.. หนึ่งต้องทำด้วยใจรัก พี่บอกได้เลย คือต้องทำด้วยใจรักแล้วก็ค้นหาตัวเองให้เจอว่ารักจริงหรือเปล่า เราชอบงานนี้จริงไหม... สองคือต้องอดทน ความอดทนจะทำให้เราไปสู่ถึงความสำเร็จค่ะ 


สัมภาษณ์: พิชามญช์ ทวีวัฒนา 
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ
(ธันวา'51)

เรื่องสั้น

สวาฮีลี
{ SWAHILI }

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในคืนหนึ่ง  เมื่อพาลีกลับมาถึงบ้านก็พบว่าของบางอย่างที่ซ่อนอยู่ได้หายไปแล้ว  และเมื่อเขาเริ่มหา สิ่งที่พบกลับเป็นชิ้นส่วนของเศษกระดาษที่ทิ้งไว้ตามที่ต่างๆทั่วบ้าน  เมื่อนำมาต่อกันได้ใจความว่า....   
มันจะรอมึงอยู่ใจกลางพายุริมแม่น้ำสีเลือด

ชายหนุ่มเดินกึ่งวิ่งในมือหอบของรูปร่างใหญ่ที่อยู่ในถุงดำอีกที สีหน้าดูกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด  เบื้องหน้าไกลออกไปเป็นร้านเหล้าเล็กๆฝังตัวอยู่ในหลืบไกลจากชุมชน..  เขาเดินมาหยุดที่หน้าประตูร้าน  ชายร่างท้วมสูงใหญ่ในเสื้อโค้ชดูไม่น่าไว้วางใจยืนสูบบุหรี่รออยู่ก่อนแล้ว  เขาดึงบุหรี่พร้อมพ่นควันออกจากปากช้าๆ พลางสบตาชายหนุ่มก่อนจะเลื่อนมามองสิ่งของที่อยู่ในอ้อมแขนของฝ่ายตรงข้าม  ชายหนุ่มมีสีหน้าขอร้อง  เขาส่ายหน้าอย่างไม่พอใจแล้วจึงเปิดประตูให้เข้าไปข้างใน


                ภาษาสวาฮีลี (หรือ คิสวาฮีลี) เป็นภาษากลุ่มแบนตูที่พูดอย่างกว้างขวางในแอฟริกาตะวันออก ภาษาสวาฮีลีเป็นภาษาแม่ของ ชาวสวาฮีลี ซึ่งอาศัยอยู่แถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออกระหว่างประเทศโซมาเลียตอนใต้ ประเทศโมแซมบิกตอนเหนือ มีคนพูดเป็นภาษาแม่ประมาณ 5 ล้านคนและคนพูดเป็นภาษาที่สองประมาณ 30-50 ล้านคน ภาษาสวาฮีลีได้กลายเป้นภาษาที่ใช้โดยทั่วไปในแอฟริกาตะวันออกและพื้นที่รอบ ๆ

พาลีเผลอหลับไปขณะนั่งอยู่ที่เบาะหลังแท็กซี่  เขาฝันว่า.. สีดา ผู้เป็นแฟนสาวเดินเข้ามาหาเขาที่หลับอยู่บนเตียงในห้องนอน  เธอกระซิบข้างหูเบาๆแล้วเดินออกไป  พาลีลืมตาขึ้นหลังจากที่แกล้งหลับไปงั้นเอง  เพราะเสียงที่เบามากทำให้ไม่รู้ว่าเธอต้องการบอกอะไรกันแน่..  แล้วพาลีก็สะดุ้งตื่นขึ้นจากการเรียกของโชเฟอร์เพื่อบอกว่าตอนนี้ได้มาถึงจุดหมายแล้ว

ชายหนุ่มวางของชิ้นนั้นลงบนเคาน์เตอร์บาร์อย่างทุลักทุเลก่อนจะมีเสียงกระแทกดังตามมา  เขารีบกวาดสายตามองไปรอบๆร้านอย่างลุกลี้ลุกลน
  โชคดีที่มีคนอยู่ในร้านเพียงไม่กี่คนและก็ไม่มีใครสนใจเสียงที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย  อีกฝั่งของบาร์หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งเคลื่อนของสิ่งนั้นเข้าหาตัวและฉีกถุงดำออกอย่างรวดเร็ว  เรียกร้องให้ชายหนุ่มต้องหันมาสนใจในการกระทำของเธอ  เมื่อของสิ่งนั้นอยู่นอกถุง  มันดูช่าง....      เธอมองมันเพียงครู่เดียวแล้วน้ำตาก็เริ่มไหลพร้อมกับทรุดตัวลงไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว เสียงสะอื้นไห้ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเดินอ้อมไปที่หลังเคาน์เตอร์เพื่อโอบกอดเธอเป็นการปลอบ

                คำว่า Swahili มาจากรูปพหูพจน์ของคำภาษาอาหรับ sahel ساحل (เอกพจน์) คือ sawahil سواحل แปลว่า "ขอบเขต" และ "ชายฝั่ง" (ใช้เป็นคำวิเศษณ์ที่แปลว่า "คนที่อาศัยอยู่ชายฝั่ง" หรือ "ภาษาชายฝั่ง") นอกจากนี้ คำว่า sahel ใช้เรียกพื้นที่พรมแดนของทะเลทรายซาฮารา การเพิ่ม "i" ตรงท้ายน่าจะมาจาก nisba ของภาษาอาหรับ (ของชายฝั่ง سواحلي) บ้างก็ว่าเป็นเหตุผลทางสัทศาสตร์

นาฬิกาข้อมือของพาลีบอกเวลาสองนาฬิกาของวันใหม่  เขาเดินมาหยุดที่หน้าบ้านไม้ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง  เขากดกริ่งและรอ..  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เขากดอีกครั้ง  สักพักมีหญิงชราหลังค่อมอายุราวเจ็ดสิบปีเดินกะเผลกออกมาจากประตูด้านในช้าๆ  เธอหยุดมองหน้าชายหนุ่มผ่านลูกกรงหน้าบ้านอย่างพินิจ  แสงจันทร์ทำให้การมองเป็นไปอย่างยากลำบาก  พาลีได้แต่ยืนนิ่งและไม่พูดอะไรทั้งสิ้น  แล้วเธอก็เดินหายกลับเข้าไปในบ้าน  เขาเขย่ากรงประตูอย่างรุนแรงเพราะต้องการจะเข้าไปข้างใน  แต่เพียงครู่เดียวเธอก็เดินออกมาพร้อมปืนลูกซองกระบอกหนึ่ง  หญิงชราเล็งไปที่พาลีด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และยังไม่ทันที่พาลีจะได้ห...

ปังงงงงงง
!
                                                                                                                                                     [ข้อมูล: th.wikipedia.org]
                                                                                            Written by Supakit Seksuwan / Dec 2008 / All Right Riserved

 

ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Dec 28 11:35 PM
 
งายน้องเฟิร์ส โทดที่ไม่ได้มาตอบ

เป้นไงมั่ง อ่านสือไปถึงไหนแร้วเนี่ย ไงๆก้อสู็ๆเน้อ เลิกเล่นเอ็มกะฮิห้าซักสองสามเดือนไปก่อน เพื่ออนาคตนะ ^^

สู้ๆๆๆ มาเป็นลูกพระเกี้ยวกาน ^^
Dec. 29